USS Gerald R. Ford

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม เกิดเหตุเพลิงไหม้ลุกลามภายในหนึ่งในห้องของเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดของสหรัฐฯ อย่าง USS Gerald R. Ford
ขณะนั้นเรือลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก และปล่อยเครื่องบินรบเพื่อสนับสนุนสงครามกับอิหร่านที่ดำเนินมาแล้วหลายสัปดาห์ โดยเพลิงไหม้เริ่มต้นขึ้นในแผนกซักรีด ลูกเรือใช้เวลาถึง 30 ชั่วโมงในการควบคุมไฟ ทำความสะอาด และป้องกันไม่ให้เกิดการปะทุซ้ำ ส่งผลให้ลูกเรือประมาณ 600 นายไม่สามารถใช้ที่นอนได้จากความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่สามารถซักผ้าได้ แม้ว่าโชคดีจะไม่มีผู้บาดเจ็บสาหัส
เหตุการณ์นี้ถือเป็นเพียงหนึ่งในบททดสอบล่าสุดของลูกเรือ USS Gerald R. Ford ซึ่งมีกำหนดสร้างสถิติใหม่ในสัปดาห์นี้ ในฐานะเรือบรรทุกเครื่องบินที่ปฏิบัติภารกิจยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สงครามเวียดนาม
เรือลำนี้ถือเป็นกำลังหลักสำคัญในนโยบายต่างประเทศเชิงแทรกแซงของประธานาธิบดี Donald Trump ตั้งแต่ภารกิจช่วยจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา Nicolás Maduro ในเดือนมกราคม ไปจนถึงการปล่อยฝูงบินโจมตีในสงครามกับอิหร่าน
แม้ว่า Trump เคยหาเสียงโดยวิพากษ์วิจารณ์การที่สหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามในอดีต แต่ในปีแรกหลังกลับมาดำรงตำแหน่ง กลับพบว่าปฏิบัติการทางทหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย USS Gerald R. Ford มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภารกิจเหล่านั้น
นับตั้งแต่เรือลำนี้ออกเดินทางจากรัฐเวอร์จิเนียในเดือนมิถุนายน ภารกิจต่าง ๆ ได้พาเรือเคลื่อนที่ไปมาในมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการมุ่งหน้าไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและขึ้นไปถึงนอร์เวย์ตามกำหนดการ ก่อนจะถูกส่งไปยังทะเลแคริบเบียนเพื่อปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ Maduro จากนั้นจึงได้รับคำสั่งให้เร่งเดินทางไปยังตะวันออกกลางเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงครามที่อาจเกิดขึ้น โดยมีการแวะจอดช่วงสั้น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาระบบห้องน้ำบนเรือระหว่างทาง

ภารกิจที่ถูกขยายเวลาออกไปถึงสองครั้งโดยกองทัพ ได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของลูกเรืออย่างมาก
“มันคือความไม่แน่นอนที่เราต้องเผชิญในทุก ๆ วัน” อามินี โอเซียส ซึ่งลูกสาวของเขาประจำการอยู่บนเรือ USS Gerald R. Ford กล่าว พร้อมเสริมกับ CNN ว่า “บางครั้งผมแทบจะนอนไม่หลับเลย”
ปัญหาเกี่ยวกับระบบห้องน้ำและเหตุเพลิงไหม้ในแผนกซักรีดนั้นเป็นปัญหาเฉพาะของเรือ Ford แต่โดยทั่วไปแล้ว เรือบรรทุกเครื่องบินที่ต้องปฏิบัติภารกิจยาวนานมักจะเผชิญกับปัญหาจุกจิกมากขึ้นเมื่ออุปกรณ์เริ่มเสื่อมสภาพ และการซ่อมแซมกลางทะเลทำได้เพียงแก้ไขชั่วคราว เช่น สายเคเบิลสำหรับหยุดเครื่องบินขณะลงจอดเริ่มชำรุด หรือระบบต่าง ๆ บนเรือได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่ซึมเข้าไป ปัญหาเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถสะสมจนกลายเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้น
แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการหารือภายในกองทัพเรือระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ เมื่อรวมกับการปล่อยเครื่องบินจำนวนมากอย่างต่อเนื่องจากเรือ Ford ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น
เรือมูลค่า 13,000 ล้านดอลลาร์ลำนี้ ถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหม่และล้ำสมัยที่สุดในจำนวน 11 ลำของสหรัฐฯ และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทั้งของ “พลัง” และ “ข้อจำกัด” ของกองทัพเรือสหรัฐฯ
“ถ้าเราไม่มี Ford เราอาจจะลำบากในการรักษาการปฏิบัติการทางทหารให้ต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อาจจะลำบากในการรักษาความได้เปรียบของเรือบรรทุกเครื่องบินเหนือศัตรู” เบรนต์ แซดเลอร์ อดีตนายทหารเรือที่มีประสบการณ์ 26 ปี กล่าว
กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ส่งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของเรือ Ford ในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและเวเนซุเอลาไปยังหน่วยบัญชาการกลางและหน่วยบัญชาการใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลปฏิบัติการดังกล่าว แต่ทั้งสองหน่วยงานปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม
CNN ยังได้ติดต่อไปยัง “ombudsman” ของเรือ Ford ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้บังคับบัญชาเรือกับครอบครัวของลูกเรือ โดยได้รับการตอบกลับให้ติดต่อไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเรือแทน
“เช่นเดียวกับเรือรบที่ปฏิบัติภารกิจทั่วไป เรามีการบำรุงรักษาทั้งตามแผนและตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีปัญหาด้านการซ่อมบำรุงใดในขณะนี้ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก” นาวาโท เอด้า วิลลิส เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองเรือโจมตี Carrier Strike Group 12 กล่าว
ในประเด็นเรื่องขวัญกำลังใจของลูกเรือ วิลลิสระบุว่า
“ขวัญกำลังใจมีขึ้นมีลงตามธรรมชาติของภารกิจระยะยาว แต่ความอดทนและความแข็งแกร่งของลูกเรือคือสิ่งที่มีค่าที่สุด และเราพยายามสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกวันตลอดภารกิจประวัติศาสตร์ครั้งนี้”
ที่มา : cnn.com


