
จากช่องแคบฮอร์มุซลากยาวไปถึงทะเลแดง สมรภูมิที่ครั้งหนึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะจบเร็ว กลับกลายเป็นไฟสุมขอนที่ยังไม่มีทีท่าจะมอด และตอนนี้เปลวไฟนั้นกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กระเป๋าเงินของคนไทยมากขึ้นทุกวัน เมื่อ “สันติธาร เสถียรไทย” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ออกมาส่งสัญญาณเตือนตรงๆ ว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่อาจพุ่งสูงกว่าที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ไว้
เมื่อ “สงครามที่คิดว่าจะจบเร็ว” กลับยืดเยื้อกว่าที่คิด
ย้อนไทม์ไลน์กลับไปในช่วงต้นของความขัดแย้ง หลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกยังเชื่อว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายได้ในเวลาไม่นาน ทว่าสถานการณ์จริงกลับสวนทางกับความคาดหวังนั้นอย่างสิ้นเชิง สันติธารระบุว่า ความขัดแย้งที่ขยายวงจากบริเวณช่องแคบฮอร์มุซไปจนถึงทะเลแดง คือสัญญาณชัดว่าโลกกำลังเข้าสู่ “ยุคความไม่แน่นอนถาวร” ที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่วนเวียนเข้ามากระทบเศรษฐกิจโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือสัญญาณว่าสงครามอาจไม่จบง่ายๆ และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างไทยต้องเตรียมใจและเตรียมมาตรการรับมือไว้ล่วงหน้า” สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
ทำไมราคาน้ำมันยังไม่พุ่งกระฉูด แต่กำลังจะหมดมนต์กัน
คำถามที่หลายคนตั้งไว้ในใจคือ ถ้าสงครามยืดเยื้อขนาดนี้ ทำไมราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่พุ่งกระฉูดเหมือนที่หลายฝ่ายเคยกังวล คำตอบที่สันติธารให้ไว้ค่อนข้างตรงไปตรงมา นั่นคือกลไกสองอย่างที่ประคองสถานการณ์ไว้ ได้แก่การหันไปใช้เส้นทางขนส่งทางเลือกเพื่อเลี่ยงจุดเสี่ยง และการดึงน้ำมันจากคลังสำรองทั่วโลกออกมาระบายเข้าตลาดเพื่อพยุงราคาไว้
ทว่าประเด็นที่น่าห่วงคือ กลไกทั้งสองตัวนี้กำลังเริ่มหมดพลัง ปริมาณน้ำมันในคลังสำรองทยอยลดฮวบลงจากการดึงมาใช้ต่อเนื่อง ขณะที่ความขัดแย้งในทะเลแดงกลับเพิ่มข้อจำกัดด้านการขนส่งสินค้าและพลังงานให้ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น เมื่อสองปัจจัยนี้บรรจบกัน ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวจึงยังคงลอยอยู่เหนือหัวเศรษฐกิจไทย
เมื่อน้ำมันแพง ใครเจ็บก่อน
แหล่งข่าวในกระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ขยับขึ้นเท่านั้น แต่จะไหลลงไปเป็นระบบทั่วทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวเร็วกว่าที่หน่วยงานเศรษฐกิจเคยประเมินไว้ ต้นทุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการที่บวมขึ้น และท้ายที่สุดคือกำลังซื้อของครัวเรือนไทยที่จะถูกบีบให้เหลือน้อยลงไปอีก ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่อยู่แล้ว
โจทย์นี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินเฟ้อบนกระดาษ แต่เป็นเรื่องปากท้องของคนไทยที่ต้องแบกรับต้นทุนซ้อนต้นทุนในช่วงเวลาที่รายได้ยังไม่กระเตื้อง
รัฐบาลบอก “จับตาใกล้ชิด” แต่ยังไม่มีไม้เด็ด
ด้านมาตรการรองรับ ทางกระทรวงการคลังยืนยันว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพที่มีอยู่ในมือ พร้อมเปิดช่องว่าหากสถานการณ์ตึงตัวขึ้นกว่านี้ ก็พร้อมพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ทว่าประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งคำถามคือ มาตรการ “พร้อมพิจารณา” เช่นนี้จะเพียงพอรับมือกับความเสี่ยงที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวหรือไม่ เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้รอให้หน่วยงานราชการประชุมกันเสร็จก่อนขยับตัว
พลังงานสะอาด: ทางออกระยะยาวที่ไทยผัดผ่อนมานาน
ที่จับตากันมากที่สุดในคำแถลงของสันติธารครั้งนี้ คือการชี้ให้เห็นว่าวิกฤตรอบนี้เป็นสัญญาณเตือนซ้ำว่าไทยต้องเร่งเครื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดในเวทีสัมมนาหรือแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้บนหน้ากระดาษ เพราะการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลักทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางต่อความผันผวนของโลกอยู่ตลอดเวลา
แนวทางที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
เม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ซ่อนอยู่หลังโจทย์พลังงาน
อีกมุมที่น่าสนใจคือ การผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้ตอบแค่โจทย์ลดความเสี่ยงราคาพลังงาน แต่ยังเป็นแม่เหล็กดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ และเซ็นเซอร์ ซึ่งหากไทยสามารถต่อยอดเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดได้จริง ก็จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศไปพร้อมๆ กับการลดแรงกระแทกจากความผันผวนราคาพลังงานโลกในคราวเดียว
พูดง่ายๆ คือ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า แต่เป็นโอกาสที่ไทยจะพลิกวิกฤตให้กลายเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจใหม่ได้ ถ้าเดินเกมถูกจังหวะ
จับตาต่อจากนี้
คำถามที่ยังค้างอยู่คือ รัฐบาลจะขยับจากคำว่า “จับตาใกล้ชิด” ไปสู่มาตรการที่จับต้องได้เร็วแค่ไหน และแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานที่พูดกันมาหลายปีจะถูกเร่งสปีดขึ้นจริงหรือไม่ในครั้งนี้ เพราะถ้าสถานการณ์ในตะวันออกกลางลากยาวไปจนถึงปลายปี ราคาน้ำมันที่ขยับแรงกว่าที่คาด อาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงานเศรษฐกิจ แต่จะเป็นความจริงที่คนไทยต้องจ่ายเพิ่มทุกครั้งที่เติมน้ำมันและซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน






