
ตัวเลขที่หลุดออกมาจากปากผู้กุมบัญชีการคลังของประเทศ ฟังแล้วต้องสะอึก — เศรษฐกิจไทยที่เคยโตทะลุ 5-7% ต่อปีในยุครุ่งเรือง วันนี้เหลือแค่ 2.7% และปัญหาไม่ได้จบแค่ตัวเลข เพราะเบื้องหลังคือโครงสร้างประชากรที่กำลังพลิกกลับหัวกลับหาง เด็กเกิดน้อยลงทุกปี ขณะที่คนแก่ล้นเมือง สมการที่หลายประเทศพัฒนาแล้วเคยเจอ กำลังย้อนมาเล่นงานไทยเร็วกว่าที่คาด
เมื่อ “ศักยภาพเศรษฐกิจ” หายไปครึ่งหนึ่ง

นาย ปลัดกระทรวงการคลัง พูดตรงไปตรงมาในเวทีสาธารณะล่าสุดว่า สิ่งที่คลังกำลังจับตาไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินเฟ้อหรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นความเสี่ยงระยะสั้น แต่คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก — ทำไมศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหดตัวลงเกือบครึ่งภายในช่วงเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ
“กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7%” นายเอกนิติ กล่าว
ตัวเลข 2.7% ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่สถิติในเอกสารราชการ มันคือสัญญาณว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังหมดแรง ทั้งที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติยังไหลเข้าประเทศต่อเนื่อง คำถามคือ ถ้าเงินลงทุนมา แต่ศักยภาพในการเติบโตไม่ขยับ สุดท้ายไทยจะกลายเป็นแค่ “ทางผ่าน” ของทุนโลก ไม่ใช่ “ฐานการเติบโต” จริงหรือไม่
ระเบิดเวลาที่ชื่อว่า “สังคมสูงวัย”
ปลัดคลังไม่ได้พูดลอยๆ เพราะสิ่งที่ตามมาคือการชี้จุดตายของปัญหา — โครงสร้างประชากรไทยที่กำลังเข้าสู่ทางตัน
“ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น”
ประโยคสั้นๆ นี้สรุปวิกฤตที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ได้ครบถ้วน เมื่อฐานแรงงานใหม่หดตัว ขณะที่กลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาระบบสวัสดิการกลับขยายตัวไม่หยุด นี่คือสมการที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “demographic time bomb” และไทยกำลังเดินเข้าไปในจุดนั้นเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง
สามโจทย์ใหญ่ที่คลังบอกว่าต้อง “ทำให้ได้”
จากปัญหาที่วางไว้ นายเอกนิติ ฉายภาพทางออกเป็น 3 แนวทางหลัก ที่ฟังดูเรียบง่ายแต่ในทางปฏิบัติแทบทุกข้อล้วนเป็นเรื่องยากระดับโครงสร้าง
หนึ่ง — ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น สอง — ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น สาม — ทำอย่างไรจะดึงคนเก่งจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น
โดยมีเป้าปลายทางชัดเจนคือ ดึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้กลับมาโตเกิน 3% ให้ได้ ซึ่งฟังดูเหมือนเป้าที่ไม่สูงนัก แต่ในความจริงคือการฝืนกระแสประชากรที่ไหลไปคนละทางกับที่ต้องการ
ปฏิรูปสามด้าน ตั้งแต่พลังงานถึงห้องเรียน
ที่จับตากันมากที่สุดคือแผนปฏิรูป 3 เรื่องที่ปลัดคลังประกาศไว้ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพลังงานไปจนถึงหลักสูตรการศึกษาในห้องเรียน
“แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฏิรูป 3 อย่าง คือการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่ 2 ปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฏิรูปทักษะแรงงานไทย”
ประเด็นเรื่องพลังงานที่เขาย้ำคำว่า “โปร่งใส” ไม่ใช่คำพูดผ่านๆ เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยที่ผ่านมา มักถูกวิพากษ์เรื่องโครงสร้างต้นทุนค่าไฟที่ไม่ชัดเจน และสัญญาที่เอื้อกลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่มมากกว่าประชาชน การใส่คำว่าโปร่งใสเข้าไปในนโยบาย จึงเป็นทั้งคำมั่นสัญญาและคำท้าทายในตัวเอง ว่าครั้งนี้จะต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร
Skill Bridge โครงการที่คลังหวังใช้ “เชื่อม” แรงงานไทยกับอุตสาหกรรมใหม่
หากย้อนกลับไปดูรายละเอียดที่นายเอกนิติเปิดเผย จะพบว่าเขาผลักดันโครงการที่ชื่อว่า “Skill Bridge” เป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปทักษะแรงงาน
“ตนเองทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ”
โจทย์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องฝีมือแรงงาน แต่คือการต่อรองอำนาจทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าไทยยังส่งเสริมการลงทุนโดยไม่มีแรงงานฝีมือรองรับ นักลงทุนต่างชาติก็จะนำเข้าแรงงานและวัตถุดิบจากต่างประเทศทั้งหมด สุดท้ายเงินลงทุนที่เข้ามาจะไม่กระจายกลับไปสู่คนไทยและซัพพลายเชนในประเทศเลย
เมื่อหลักสูตรการศึกษาต้องวิ่งให้ทันตลาดงาน
แหล่งข่าวในกระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่า แนวทางที่ปลัดคลังผลักดันคือการปรับหลักสูตรการเรียนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ที่ให้ค่าจ้างสูง ไม่ใช่ผลิตบัณฑิตตามความถนัดของสถาบันการศึกษาแบบเดิมที่ตลาดแรงงานไม่ต้องการอีกต่อไป
ประเด็นนี้ฟังดูเหมือนพูดกันมานาน แต่ในทางปฏิบัติแทบไม่มีรัฐบาลไหนทำได้จริงในเชิงระบบ เพราะการปรับหลักสูตรระดับชาติต้องใช้เวลาหลายปี ขณะที่อุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็วกว่านั้นมาก คำถามคือ ระบบราชการไทยจะขยับตามให้ทันได้จริงหรือไม่
กระจายคนเก่งสู่ต่างจังหวัด ทางออกสุดท้ายที่ยังไม่มีแผนที่ชัด
อีกเรื่องที่นายเอกนิติทิ้งท้ายไว้คือการเร่งกระจายความเจริญและคนที่มีความสามารถออกไปสู่ต่างจังหวัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ที่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่
ทว่าประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งคำถามคือ จะใช้แรงจูงใจอะไรให้คนเก่งยอมออกจากเมืองหลวงไปทำงานในจังหวัดที่โอกาสทางเศรษฐกิจยังจำกัด และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ในต่างจังหวัดพร้อมหรือยัง เพราะถ้าไม่มีคำตอบสำหรับสองเรื่องนี้ นโยบายกระจายคนเก่งก็อาจเป็นได้แค่คำพูดสวยหรูในเวทีสัมมนา
จับตาต่อจากนี้
ตัวเลข 2.7% ที่ปลัดคลังยอมรับตรงๆ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเปิดปัญหาให้สังคมเห็นตรงกัน แต่สิ่งที่ต้องรอดูคือ แผนปฏิรูปทั้ง 3 ด้าน ตั้งแต่พลังงาน สังคมสูงวัย ไปจนถึงทักษะแรงงาน จะถูกแปลงเป็นนโยบายที่มีไทม์ไลน์ชัดเจน มีงบประมาณรองรับ และมีการติดตามผลจริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งชุดวิสัยทัศน์ที่ถูกพูดซ้ำในทุกเวทีเศรษฐกิจ แล้วเลือนหายไปเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว
คำถามที่แท้จริงตอนนี้ไม่ใช่ว่าไทยรู้ปัญหาหรือยัง เพราะปลัดคลังพูดชัดแล้วว่ารู้ — แต่คือประเทศนี้จะลงมือแก้ก่อนที่สังคมสูงวัยจะกลืนศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ให้หมดไปก่อนหรือไม่






