
เนื้อหาข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ เกี่ยวกับการปะทะคารมในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งสถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังทวีความรุนแรงขึ้นครับ
UN เดือด! สหรัฐฯ เปิดศึกน้ำลาย ‘จีน-รัสเซีย’ ปมคว่ำบาตรนิวเคลียร์อิหร่าน
บรรยากาศในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก” ปะทะกับ “รัสเซียและจีน” ในประเด็นความโปร่งใสทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน ท่ามกลางบริบทที่รัฐบาลวอชิงตันพยายามหาความชอบธรรมในการใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่านที่เกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญจากการประชุม:
มติเดินหน้าคณะกรรมการ 1737: รัสเซียและจีนพยายามขัดขวางไม่ให้มีการหารือเรื่องการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน แต่ไม่สำเร็จ โดยที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้ดำเนินการต่อด้วยคะแนน 11 ต่อ 2 เสียง (งดออกเสียง 2)
คำกล่าวหาจากสหรัฐฯ: ไมค์ วอลซ์ (Mike Waltz) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ UN ตำหนิมอสโกและปักกิ่งว่าพยายาม “ปกป้องพันธมิตร” และขัดขวางการทำงานของ UN พร้อมย้ำว่าทุกประเทศต้องร่วมกันระงับการค้าอาวุธและเทคโนโลยีขีปนาวุธกับอิหร่าน เพื่อจัดการกับภัยคุกคามนิวเคลียร์และการสนับสนุนการก่อการร้าย
การโต้กลับจากรัสเซียและจีน: * รัสเซีย: วาซีลี เนเบนเซีย กล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังสร้าง “ความหวาดกลัวที่เกินจริง” เพื่อหาเหตุผลในการทำสงครามต่อ และทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคบานปลาย
จีน: ฟู่ฉง เรียกสหรัฐฯ ว่าเป็น “ผู้ยุยงปลุกปั่น” ที่ใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้งจนทำให้การเจรจาทางการทูตไร้ผลจุดยืนของอิหร่าน: อามีร์ ซาอีด อิราวานี ยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นไปเพื่อสันติมาโดยตลอด และจะไม่ยอมรับการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรใดๆ
เบื้องหลังความตึงเครียด:
ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากคำกล่าวของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าอิหร่านใกล้จะมีอาวุธนิวเคลียร์ภายใน 2 สัปดาห์ หากสหรัฐฯ ไม่เข้าโจมตีฐานนิวเคลียร์หลัก 3 แห่งเมื่อกลางปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรองบางส่วนมองว่าคำอ้างดังกล่าวอาจยังขาดหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน



