
นี่คือคำแปลภาษาไทยแบบ “สำนวนข่าวมืออาชีพ อ่านลื่น”:
ท่ามกลางกระแสการกระทำของประธานาธิบดี Donald Trump ที่มักไม่เป็นที่นิยมและถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญที่สุดในทางการเมืองอาจถูกมองข้ามไป นั่นคือ เศรษฐกิจที่กำลังสะดุดและอ่อนแรง
นี่กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของทรัมป์และพรรค Republican Party ในช่วงเวลาประมาณ 7 เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026
และ สงครามกับอิหร่าน ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง
ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า การตัดสินใจเปิดฉากสงครามของทรัมป์ ทำให้ประชาชนมองการบริหารเศรษฐกิจของเขาในแง่ลบมากขึ้น และมีความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ แม้ว่าสงครามจะจบลงเร็ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจยังคงยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน
คะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ร่วงหนัก
ผลสำรวจใหม่จาก Reuters / Ipsos ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร ระบุว่า
คะแนนความนิยมของทรัมป์ด้านเศรษฐกิจ ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 29%
ลดลงจากช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่อยู่ระหว่าง 34%–36%
และไม่เพียงแย่กว่าสถิติเดิมของตัวเขาเอง แต่ยังต่ำกว่าของอดีตประธานาธิบดี Joe Biden อีกด้วย
(โดยไบเดนเคยต่ำสุดที่ 32%)
ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนสงครามจะเริ่ม
- คะแนนสุทธิด้าน “ค่าครองชีพ” ของทรัมป์ ลดจาก -31 (เห็นด้วย 30% / ไม่เห็นด้วย 61%)
เป็น -41 (25% / 66%) - ด้าน “เงินเฟ้อและราคาสินค้า” ลดจาก -33 (29% / 62%)
เป็น -45 (23% / 68%)
สัญญาณน่ากังวล: ฐานเสียงรีพับลิกันเริ่มสั่นคลอน
สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเอง
- ผู้สนับสนุนรีพับลิกันที่ “ไม่เห็นด้วย” กับทรัมป์เรื่องค่าครองชีพ
เพิ่มจาก 27% → 34% - ส่วนประเด็นเงินเฟ้อและราคาสินค้า
เพิ่มจาก 28% → 40%
สรุปภาพรวม (เชิงข่าว)
สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ปัจจัยเศรษฐกิจ + สงคราม กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม และอาจส่งผลต่อฐานเสียงของเขาโดยตรง



