ซื้อรถทำประกันชั้น 1 ทันที แต่ซื้อบ้านทำไมลืมประกันอัคคีภัย
พฤติกรรมสองมาตรฐานที่คนไทยไม่รู้ตัว
ลองนึกภาพวันที่เราไปรับรถใหม่ที่โชว์รูมดูนะครับ ตั้งแต่ยังไม่ได้เซ็นเอกสารซื้อขายเสร็จดี เราก็เริ่มถามเซลส์แล้วว่า “ประกันชั้น 1 เจ้าไหนดี เบี้ยเท่าไหร่ ซ่อมห้างมีไหม” บางคนถึงขั้นเทียบราคาจากสามสี่บริษัทก่อนตัดสินใจ เพราะกลัวรถที่เพิ่งออกจากโชว์รูมจะโดนอะไรสักอย่างแล้วต้องเสียเงินซ่อมเอง
แต่พอเป็นเรื่องบ้าน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่แพงกว่ารถหลายเท่าตัว เรากลับทำตัวตรงข้ามกันแบบสิ้นเชิง พอโอนบ้านเสร็จ ได้กุญแจมาในมือ สิ่งแรกที่ทำคือวิ่งไปเลือกโซฟา เลือกสีผ้าม่าน จัดมุมถ่ายรูปลงโซเชียล ส่วนเรื่องประกันอัคคีภัยที่ธนาคารบังคับทำไว้ตอนกู้ซื้อบ้าน ก็แค่เซ็นๆ ไปตามที่เจ้าหน้าที่บอก ไม่มีใครถามละเอียดเหมือนตอนซื้อรถเลย
เรื่องที่หลายคนมักมองข้ามไปก็คือ ประกันอัคคีภัยที่แบงก์ทำให้ตอนกู้ มันไม่ได้คุ้มครองตลอดชีวิต มันมีอายุของมัน แล้วพอหมดอายุ ใครจะไปนึกออกว่าต้องต่อ เพราะเราไม่เคยถูกฝึกให้ใส่ใจเรื่องนี้เหมือนตอนต่อประกันรถที่มีใบเตือนส่งมาทุกปี
คู่แต่งงานใหม่ที่ลืมประกันบ้านจนเกือบเสียใจไปตลอดชีวิต
ขอเล่าเรื่องของคุณเบลกับคุณโอ๊ต สองสามีภรรยาที่ซื้อบ้านจัดสรรโครงการหนึ่งแถวรังสิต เมื่อประมาณสองปีก่อน ตอนโอนบ้านทางธนาคารทำประกันอัคคีภัยให้แบบมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ระยะเวลาคุ้มครองหนึ่งปี ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ได้สนใจรายละเอียดอะไรมาก เพราะมัวยุ่งกับการเลือกกระเบื้อง เลือกวอลเปเปอร์ห้องนอน
ความเห่อบ้านใหม่ที่บังตาจนมองไม่เห็นความเสี่ยง
ช่วงสามเดือนแรกหลังย้ายเข้า คุณเบลทุ่มเงินไปกับการแต่งบ้านหลักแสน ตั้งแต่เครื่องปรับอากาศทุกห้อง ตู้เสื้อผ้าบิลท์อิน ไปจนถึงห้องครัวแบบยุโรปที่ราคาแพงกว่าครัวเดิมของบ้านพ่อแม่เสียอีก แต่ไม่มีใครนึกถึงเลยว่า ของทั้งหมดนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ
พอครบหนึ่งปี กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่แบงก์ทำให้หมดอายุลงแบบเงียบๆ ไม่มีจดหมายเตือน ไม่มี SMS แจ้ง เพราะโดยปกติแล้วธนาคารจะต่อให้เฉพาะปีแรกๆ ตามเงื่อนไขสินเชื่อ หลังจากนั้นเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของบ้านเองที่ต้องไปต่อเอง แต่คุณเบลกับคุณโอ๊ตไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
วันที่ไฟไหม้บ้านข้างๆ กลายเป็นจุดเปลี่ยน
จนกระทั่งเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บ้านข้างๆ ในซอยเดียวกันเกิดเหตุไฟไหม้จากเตาแก๊สที่ลืมปิด เปลวไฟลามไปถึงรั้วบ้านคุณเบลด้วย โชคดีที่หน่วยดับเพลิงมาทันเวลา ไฟไม่ได้ลามเข้าตัวบ้าน แต่ผนังด้านนอกกับหลังคาบางส่วนได้รับความเสียหายจากความร้อนและเขม่าควัน
ตอนนั้นเองที่คุณโอ๊ตถึงนึกขึ้นได้ว่า “เอ๊ะ ประกันบ้านเราต่อหรือยังนะ” พอโทรไปเช็กกับบริษัทประกันถึงรู้ว่ากรมธรรม์หมดอายุไปแล้วแปดเดือน ค่าซ่อมผนังกับหลังคาที่ต้องจ่ายเองตกไปเกือบสี่หมื่นบาท ทั้งที่ถ้าต่อประกันไว้ เบี้ยแค่ปีละไม่ถึงสองพันบาทเท่านั้นเอง

ครอบครัวที่ทำประกันตั้งแต่วันแรกแล้วได้ใช้ประโยชน์เต็มๆ
ตัดภาพมาที่อีกครอบครัวหนึ่ง คุณกิ๊ฟกับสามีซื้อบ้านเดี่ยวในโครงการแถวบางนา ตอนรับกุญแจวันแรก คุณกิ๊ฟถามเจ้าหน้าที่แบงก์ทันทีว่า “ประกันที่ทำให้นี่คุ้มครองแค่ไหน ถ้าอยากได้คุ้มครองมากกว่านี้ต้องทำยังไง” เพราะเธอมีนิสัยที่ว่าเวลาซื้อของมูลค่าสูง ต้องรู้เงื่อนไขทุกอย่างให้ละเอียดก่อน เหมือนตอนซื้อรถที่เธอเทียบเบี้ยประกันชั้น 1 อยู่สามวันเต็มๆ
การตัดสินใจซื้อประกันอัคคีภัยแบบเสริมความคุ้มครอง
หลังจากคุยกับตัวแทนประกัน คุณกิ๊ฟเลือกซื้อกรมธรรม์อัคคีภัยแบบเสริม เพิ่มความคุ้มครองครอบคลุมทั้งไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด ไปจนถึงภัยจากน้ำท่วมและไฟลัดวงจรจากอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน เบี้ยที่จ่ายเพิ่มจากแบบมาตรฐานอยู่ที่ประมาณสามพันกว่าบาทต่อปี ซึ่งเธอมองว่าคุ้มมาก เพราะบ้านที่เธอแต่งใหม่ทั้งเฟอร์นิเจอร์บิลท์อินและเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมกันแล้วมูลค่าเกือบล้านบาท
พูดง่ายๆ คือคุณกิ๊ฟทำประกันบ้านให้เหมือนกับที่คนทั่วไปทำประกันชั้น 1 ให้รถ นั่นคือเลือกความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุดที่จ่ายไหว ไม่ใช่แค่ทำตามขั้นต่ำที่กฎหมายบังคับ
เมื่อเครื่องทำน้ำอุ่นไฟช็อตจนผนังห้องน้ำเสียหาย
ผ่านไปประมาณปีครึ่ง เครื่องทำน้ำอุ่นในห้องน้ำชั้นสองเกิดไฟลัดวงจรกลางดึก ควันขึ้นจนกลิ่นไหม้ลอยไปทั่วบ้าน สามีคุณกิ๊ฟตื่นมาดมกลิ่นทันควันเลยรีบตัดไฟทั้งบ้าน โชคดีที่ไม่ลุกลามเป็นไฟไหม้ใหญ่ แต่ผนังห้องน้ำ ท่อไฟฟ้า และกระเบื้องบางส่วนเสียหายจากความร้อนสูง
คุณกิ๊ฟแจ้งเคลมประกันทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่มาสำรวจภายในสามวัน แล้วอนุมัติค่าซ่อมให้เกือบเต็มจำนวนตามที่กรมธรรม์ระบุ เพราะกรณีไฟลัดวงจรจากอุปกรณ์ไฟฟ้าถูกรวมอยู่ในความคุ้มครองที่เธอเลือกซื้อเพิ่มไว้ตั้งแต่วันแรก ถ้าเทียบกับกรณีคุณเบล นี่คือความต่างที่ชัดเจนมากว่าการวางแผนตั้งแต่ต้นมันช่วยประหยัดเงินและความปวดหัวได้มากแค่ไหน
ทำไมต้องทำประกันอัคคีภัยตั้งแต่วันแรกที่ได้กุญแจบ้าน
ทีนี้เรามาเจาะลึกกันต่อว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมากขนาดที่ควรทำตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยคิดได้
ของแต่งบ้านใหม่แพงกว่าที่คิด
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าประกันอัคคีภัยคุ้มครองแค่โครงสร้างบ้าน แต่จริงๆ แล้วกรมธรรม์หลายแบบสามารถขยายความคุ้มครองไปถึงทรัพย์สินภายในบ้านได้ด้วย เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ พวกนี้รวมกันแล้วบางบ้านมูลค่าเกินครึ่งล้านง่ายๆ
กรมธรรม์ที่แบงก์ทำให้มีวันหมดอายุเสมอ
ตรงนี้คือจุดที่คนพลาดกันมากที่สุด กรมธรรม์ที่ธนาคารจัดทำให้ตอนกู้ซื้อบ้านมักมีระยะเวลาคุ้มครองแค่หนึ่งปี หรือบางเจ้าทำให้ตลอดอายุสัญญากู้แต่คุ้มครองวงเงินแค่เท่ากับยอดหนี้คงเหลือ ไม่ครอบคลุมมูลค่าทรัพย์สินจริงในบ้าน
ความเสี่ยงรอบข้างที่เราควบคุมไม่ได้เลย
อย่างในเคสคุณเบล ไฟไม่ได้เกิดจากบ้านตัวเอง แต่เกิดจากบ้านข้างๆ แล้วลามมา นี่คือสิ่งที่เราไม่มีทางป้องกันได้ต่อให้ระบบไฟในบ้านเราดีแค่ไหนก็ตาม
เซฟเงินก้อนใหญ่ในวันที่ไม่คาดคิด
เบี้ยประกันอัคคีภัยต่อปีถูกกว่าค่าซ่อมแซมความเสียหายจริงมากมาย บางบ้านจ่ายเบี้ยแค่หลักพัน แต่ถ้าเกิดเหตุแล้วไม่มีประกัน ค่าซ่อมอาจพุ่งไปหลักแสนหลักล้านได้เลย
เทียบพฤติกรรมทำประกันรถใหม่ กับ บ้านใหม่ แบบเห็นภาพชัด
ลองมาดูตารางเทียบพฤติกรรมกันดีกว่า จะเห็นว่าความใส่ใจของเรามันต่างกันขนาดไหน
| ประเด็นเปรียบเทียบ | ซื้อรถใหม่ (ประกันชั้น 1) | ซื้อบ้านใหม่ (ประกันอัคคีภัย) |
|---|---|---|
| ความเร็วในการทำประกัน | ทำทันทีวันรับรถ ไม่รอให้ใครเตือน | รอแบงก์ทำให้ ไม่คิดเลือกเอง |
| ความเข้าใจเงื่อนไข | อ่านละเอียด ถามซ่อมห้าง ค่าเสียหายส่วนแรก | ไม่รู้เลยว่าคุ้มครองอะไร วงเงินเท่าไหร่ |
| แหล่งเทียบราคา | เทียบเบี้ยจากหลายบริษัท เช็กรีวิว | ไม่เคยเทียบ เซ็นตามที่แบงก์เสนอ |
| ความถี่ในการทบทวนกรมธรรม์ | ต่อทุกปี มีใบเตือนจากบริษัทประกัน | ไม่มีใครเตือน ปล่อยหมดอายุแบบไม่รู้ตัว |
| การขยายความคุ้มครองเพิ่ม | ซื้อประกันภัยรถเพิ่ม (น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ) | น้อยคนที่รู้ว่าซื้อเพิ่มได้ |

สิ่งที่คนซื้อบ้านใหม่มักเข้าใจผิดกันบ่อยมาก
เรื่องนี้ขอขยี้ให้ชัดอีกหน่อยเพราะเป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยจริงๆ
คิดว่าประกันแบงก์คุ้มครองยาวตลอดอายุสัญญากู้
หลายคนเข้าใจว่าในเมื่อกู้บ้านสามสิบปี ประกันอัคคีภัยที่ทำตอนกู้ก็ต้องคุ้มครองไปตลอดสามสิบปีเหมือนกัน ซึ่งไม่จริงเลยครับ ส่วนใหญ่คุ้มครองแค่หนึ่งปีต่อครั้ง แล้วต้องต่อเองทุกปี บางคนถึงขั้นย้ายบ้านไปแล้วสองสามปีถึงมารู้ว่าประกันหมดตั้งแต่ปีแรก
คิดว่าบ้านสร้างเสร็จใหม่ ระบบไฟยังใหม่ ไม่มีทางไฟไหม้
ความคิดนี้อันตรายมาก เพราะไฟไหม้ไม่ได้เกิดจากระบบไฟในบ้านเราอย่างเดียว มันเกิดได้จากเพื่อนบ้าน จากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ซื้อมาใหม่แต่คุณภาพไม่ดี จากฟ้าผ่า หรือแม้แต่จากความประมาทเล็กๆ อย่างลืมปิดเตารีดตอนรีบออกจากบ้าน
ขั้นตอนทำประกันอัคคีภัยให้ครบตั้งแต่วันแรกที่ได้กุญแจบ้าน
เอาล่ะ ทีนี้มาดูกันว่าถ้าอยากทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ต้องทำอะไรบ้าง
- เช็กกรมธรรม์เดิมที่แบงก์ทำให้ก่อน เปิดสัญญากู้ดูให้ชัดว่าคุ้มครองอะไร วงเงินเท่าไหร่ หมดอายุวันไหน อย่าเดาเอาเอง โทรถามธนาคารตรงๆ ได้เลย
- ประเมินมูลค่าของแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด ลองรวมยอดเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แล้วดูว่าวงเงินคุ้มครองเดิมพอไหม ถ้าไม่พอต้องซื้อเสริม
- เทียบเบี้ยประกันจากหลายบริษัท เหมือนที่เราทำตอนซื้อรถ อย่าซื้อแค่เจ้าเดียวที่แบงก์แนะนำ ลองเช็กเว็บเทียบประกันหรือถามตัวแทนหลายเจ้า
- อ่านเงื่อนไขเรื่องไฟลัดวงจรและภัยธรรมชาติให้ละเอียด บางกรมธรรม์ไม่คุ้มครองไฟลัดวงจรจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องซื้อความคุ้มครองเพิ่มถึงจะครอบคลุม
- โน้ตวันหมดอายุลงมือถือทันที ตั้งเตือนล่วงหน้าสามสิบวันก่อนกรมธรรม์หมด เพื่อจะได้มีเวลาต่อทันไม่ขาดช่วง
- ทบทวนความคุ้มครองทุกปีเหมือนตอนต่อประกันรถ ปีไหนแต่งบ้านเพิ่ม ซื้อของแพงเพิ่ม ก็ต้องปรับวงเงินคุ้มครองให้สอดคล้องกันไปด้วย
ทิ้งท้ายสำหรับคนกำลังจะมีบ้านใหม่
ความเห่อบ้านใหม่มันเป็นเรื่องน่ารักนะ ใครๆ ก็อยากแต่งห้องให้สวย อยากถ่ายรูปโพสต์ลงไอจี แต่ลองคิดดูเล่นๆ นะครับว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ ของสวยๆ ที่เราซื้อมาทั้งหมดจะกลายเป็นเถ้าถ่านภายในไม่กี่นาที แล้วเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตเพื่อดาวน์บ้านก้อนนี้ก็จะหายไปพร้อมกับมัน
ลองใช้ความกระตือรือร้นแบบเดียวกับตอนที่เราเช็กเบี้ยประกันชั้น 1 ของรถคันโปรด มาใส่ใจกับประกันบ้านดูบ้าง เพราะจริงๆ แล้วบ้านคือทรัพย์สินที่มูลค่าสูงที่สุดในชีวิตของคนส่วนใหญ่ มากกว่ารถหลายเท่าตัว แต่กลับได้รับความสนใจน้อยกว่ามาก
ถ้าตอนนี้คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยเช็กวันหมดอายุประกันบ้านของตัวเองเลย ผมแนะนำให้หยุดอ่านตรงนี้สักครู่ หยิบมือถือขึ้นมา เปิดหาสัญญากู้บ้านหรือโทรถามธนาคารเลยตอนนี้ อย่าปล่อยให้ “เดี๋ยวว่าง ๆ จะเช็ก” กลายเป็นคำพูดที่ทำให้เสียใจทีหลัง
เพราะบ้านที่เราตั้งใจแต่งให้สวยทุกมุม ก็ควรมีเกราะป้องกันที่แน่นหนาไม่แพ้ความสวยงามที่เราลงทุนไปด้วยเหมือนกัน