
ปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ที่กำลังทวีความรุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อของประเทศในอาเซียนมากกว่าจะสร้างแรงกระแทกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง โดยเฉพาะผ่านราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และน้ำมันพืช ตามการประเมินของ OCBC Group Research ซึ่งจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงจากปรากฏการณ์ดังกล่าว
รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ระบุว่า ผลกระทบของเอลนีโญต่อแต่ละประเทศจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างภาคเกษตร การพึ่งพาการนำเข้าอาหาร ปริมาณสำรองสินค้า ตลอดจนมาตรการของภาครัฐในการควบคุมราคาหรือช่วยเหลือผู้บริโภค
ราคาอาหารอาจเป็นช่องทางหลักที่ดันเงินเฟ้อ
Lavanya Venkateswaran นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านอาเซียนและอินเดียของ OCBC มองว่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย เป็นกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากเอลนีโญ ส่วนมาเลเซียและเวียดนามมีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำกว่าและกระจุกตัวในบางภาคเศรษฐกิจ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ราคาอาหาร เพราะหลายประเทศในภูมิภาคยังพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวสาลี ข้าวโพด และสินค้าอาหารบางประเภท ทำให้หากสภาพอากาศกระทบผลผลิตทั่วโลกจนราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น ประเทศผู้นำเข้าอาจต้องรับแรงกดดันด้านต้นทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับข้าว ไทยและเวียดนามมีสถานะแตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาค เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกสำคัญ ขณะที่ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียมีความเสี่ยงจากราคาข้าวโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การเป็นประเทศผู้ส่งออกไม่ได้หมายความว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะภัยแล้งหรือปริมาณฝนที่ต่ำกว่าปกติสามารถกดดันผลผลิตภาคเกษตร ต้นทุนการผลิต และรายได้เกษตรกรได้เช่นกัน
ไทยเสี่ยงทั้งผลผลิตเกษตรและแรงกดดันด้านราคา
OCBC ประเมินว่าเศรษฐกิจที่มีภาคเกษตรขนาดใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม มีความเปราะบางต่อผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง รวมถึงรายได้ของประชาชนในพื้นที่ชนบทที่อาจชะลอตัว
ในอีกด้านหนึ่ง ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่สูงขึ้นอาจสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ส่งออกบางกลุ่ม จึงทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับชนิดสินค้าและสถานะของแต่ละประเทศในห่วงโซ่การค้า
ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศในปัจจุบันสอดคล้องกับข้อมูลของ ASEAN Specialised Meteorological Centre (ASMC) ซึ่งระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2569 ภูมิภาคเข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ก่อนที่จะดำเนินต่อไปถึงช่วงต้นปี 2570
สำหรับช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ASMC คาดว่าหลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีโอกาสได้รับฝนต่ำกว่าค่าปกติ ขณะที่อุณหภูมิในพื้นที่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสูงกว่าปกติ
สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคเกษตรและอาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตในระยะต่อไป หากภาวะอากาศแห้งยาวนานกว่าที่คาดไว้
เงินเฟ้ออาจจำกัดพื้นที่ในการลดดอกเบี้ย
ผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคเกษตรเท่านั้น หากราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางในภูมิภาคอาจต้องให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากขึ้นในการกำหนดนโยบายการเงิน
OCBC ระบุว่าเอลนีโญเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนท่าทีระมัดระวังด้านนโยบายการเงิน โดยในกรณีฐานของธนาคารยังมองว่าธนาคารกลางหลายแห่งใน ASEAN-5 และอินเดียอาจต้องคงนโยบายในระดับค่อนข้างตึงตัว หรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี 2569 ถึงปี 2570 หากแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่
สำหรับไทย OCBC คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจอยู่ที่ประมาณ 1.00% ณ สิ้นปี 2569 ก่อนมีโอกาสปรับขึ้นเป็น 1.50% ในปี 2570 แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็น ประมาณการของ OCBC ไม่ใช่การประกาศนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในอนาคต
รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการด้านราคาเป็นด่านแรก
หากราคาอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ OCBC มองว่ามาตรการทางการคลังอาจเป็นเครื่องมือสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลในภูมิภาค เช่น การอุดหนุนสินค้า การนำสินค้าจากคลังสำรองออกสู่ตลาด หรือการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการนำเข้า
ประสิทธิภาพของมาตรการเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดว่าราคาอาหารโลกจะส่งผ่านมายังเงินเฟ้อของผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด เพราะแต่ละประเทศมีสัดส่วนค่าอาหารในดัชนีราคาผู้บริโภค ระดับการพึ่งพาการนำเข้า และระบบควบคุมราคาที่แตกต่างกัน
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ประเด็นสำคัญในช่วงปลายปี 2569 คือความรุนแรงและระยะเวลาของเอลนีโญ โดย ASMC คาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปีและเข้าสู่ต้นปี 2570
สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งที่ควรติดตาม ได้แก่ ราคาข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด น้ำมันพืช และต้นทุนอาหาร รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรของประเทศผู้ผลิตสำคัญ ขณะที่นักลงทุนอาจต้องจับตาทิศทางเงินเฟ้อและท่าทีของธนาคารกลางในภูมิภาคควบคู่กัน
หากเอลนีโญมีความรุนแรงมากกว่าที่ตลาดประเมิน ความเสี่ยงอาจไม่ได้อยู่แค่ราคาอาหารที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนของภาคธุรกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค และพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศในอาเซียนด้วย



